Friday, January 31, 5000

พระธรรมที่ควรรู้


"พระธรรมที่ควรรู้" 
มรดกอันมีค่าที่พุทธศาสนิกชนควรรู้ ควรศีกษา เพราะเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
"บ้านธัมมะ" โปรดคลิก --> www.DhammaHome.com

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

รูปสังเวชนียสถาน 4 ปี 2552 (ไปมาแค่ 3 ที่, ตรัสรู้, ปฐมเทศนา, ปรินิพพาน)


สังเวชนียสถาน


รูปที่มีทั้งหมด


พุทธคยา

พาราณสี

กุสินารา

เขาคิชณกูฏ - วัดเวฬุวัน

มหาวิทยาลัยนาลันทา

สถูปพระเจ้าอโศกมหาราช

--------------------------------------------------------------------------------------------------------


Saturday, January 30, 2500

วิธีพัฒนาทักษะด้านภาษา, อ่านอะไร พัฒนาความถนัดด้านภาษา, อ่านอะไร.....ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา (Home)


1.0.1

GMAT, GRE
อ่านอะไร พัฒนาทักษะด้านภาษา
และ
ช่วยคะแนน GMAT 
Verbal ให้สูงขึ้น


          พี่ไม่ได้มีความรู้ด้านภาษาศาสตร์มาก  ไม่ได้เรียนจบด้านอักษรศาสตร์มา  แต่ความที่ตัวเองอยากเขียนบล็อกแชร์ความรู้และอยากเป็นนักเขียนนิยายด้วย  อาจารย์ที่รู้จักจึงแนะนำให้อ่านหนังสือนิยาย  เรื่องสั้นหลายเล่ม  เพื่อพัฒนาการเขียนของตัวเอง  เช่น  สี่แผ่นดิน,  ทวิภพ,   สามก๊ก,  นิทานเวตาล ฯลฯ  หรือแม้แต่นวนิยายแปลอย่าง Harry Potter   การอ่านนิยาย ทำให้พี่เข้าใจภาษาถูกหลักไวยากรณ์ไทย  เข้าใจคำ  การใช้คำ  การลำดับความ  การแต่งประโยค  วิธีสร้างประโยค  อีกทั้งยังเข้าใจแนวคิดในการเขียนถ่ายทอดข้อมูลในงานเขียนนิยาย  งานเขียนวิชาการและงานเขียนอื่นๆไปอีกด้วย 


          ข้อดีของหนังสือนิยายต่างจากหนังสือประเภทอื่นๆ  เช่น  ข่าวหรือสารคดี  ตรงที่วิธีการเขียนเป็นการบรรยายหรือพรรณนาฉาก  ตัวละคร  บทสนทนา  เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการเห็นภาพ  ดังนั้นถ้อยคำที่ใช้จึงประณีต  และเน้นการสื่อความหมาย  ผู้อ่านจึงได้เรียนรู้ถ้อยคำสำนวนต่างๆได้ถูกต้องตรงความหมาย 



ความถนัดด้านภาษา คือ อะไร 


          ความถนัดด้านภาษาเป็นศิลปะในการใช้ถ้อยคำ  การพูด  การสื่อสาร  การอ่านเอาความเข้าใจตรงเจตนาตามวัตถุประสงค์ สามารถจับประเด็น  วิเคราะห์  และ  ตีความในสิ่งที่ผู้เขียนเขียนได้   เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากเมื่อมีการทดสอบไอคิว   เพราะความถนัดด้านภาษาเป็นองค์ประกอบสำคัญของความฉลาดโดยรวม ซึ่งหลายอาชีพ  เช่น  นักภาษาศาสตร์  นักเขียน  จิตแพทย์  ทนายความ  สื่อมวลชน  ครูอาจารย์  และ  นักบริหาร ฯลฯ  จำเป็นต้องมีเชาวน์ด้านภาษาในการทำงานนั้นๆด้วย* 



จุดอ่อนของนักเรียนไทยใน GMAT Verbal 


          นักเรียนนอกที่ใช้ชีวิตประจำวันคลุกคลีกับเจ้าของภาษาในสังคมคนมีความรู้  จะทำ GMAT Verbalได้คะแนนสูงกว่านักเรียนไทย  แม้ว่าบางคนนั้น  ทำคะแนน Sentence Correction (Grammar) ได้น้อยกว่านักเรียนไทย  แต่เปอร์เซ็นต์ไทล์  Verbal  เฉลี่ยยังสูงกว่านักเรียนไทยมาก เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ???


          พี่ได้คุยกับผู้เรียนหลายคนที่จบจากเมืองนอก  ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า  “
GMAT Verbal”  ต้องเข้าใจความหมายอย่างที่เจ้าของภาษา (native speaker) เข้าใจ   โดยไม่แปลตามตัวอักษร  และ  ไม่คิดเดาความเอาเองว่า  ควรจะเป็นอย่างนั้น  น่าจะหมายความว่าอย่างนี้   เมื่อไม่ใส่ความเห็น (opinion) ของตนเองเข้าไป  เพราะอ่านเข้าใจเหมือนเจ้าของภาษา  จึงเข้าใจความ (ตรงเจตนา) ที่ผู้เขียนต้องการสื่อตามข้อมูลที่ให้มา  และ  สามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง  แบบทดสอบนี้เป็นการวัดว่า น้องเป็นนักอ่าน  จับประเด็นตรงจุดประสงค์ของผู้เขียน  และ  คิดวิเคราะห์ในสิ่งที่อ่านได้หรือไม่


          ดังนั้นโจทย์  
GMAT Verbal  จึงเป็นโจทย์วัดความถนัดด้านภาษาในการอ่านเข้าใจความเหมือนเจ้าของภาษา (Native Speaker) เป็นกลาง  ตรงประเด็น  สามารถคิดวิเคราะห์ตีความตามข้อมูลเท่าที่ให้มา วิเคราะห์เนื้อหา  ความถูกต้องของข้อมูล  การใช้เหตุผลไปจนถึงวัตถุประสงค์ของผู้
พูด  อ่านแล้วคิดตามว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไร  มีเหตุผลอย่างไร  เหตุผลที่อ้างเข้าท่า (มีเหตุผล) หรือไม่  สรุปแล้วเขาต้องการอะไร  ฯลฯ



          พี่มีความเห็น  3  ประเด็นหลัก  ว่าทำไมนักเรียนไทยได้คะแนน  GMAT  Verbal  น้อยมาก  จุดอ่อนอยู่ตรงไหน ???


          ประการแรก
 คือ เราไม่ได้เรียนรู้อย่างเจ้าของภาษา  ในการใช้ภาษา  คำ  และ  ไวยากรณ์  ฯลฯ  อาจต้องหาผู้รู้มาสอนวิธีเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง  ทั้งคำศัพท์  ไวยากรณ์  การอ่านตีความ ฯลฯ   ซึ่งถ้าเรายังไม่คุ้นเคยเหมือนภาษาไทยที่เราเข้าใจ  เราก็ยังคงแปลไปตามตัวคำศัพท์และไวยากรณ์  ซึ่งทำให้จับประเด็นตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อไม่ได้  และสุดท้ายก็ตอบโจทย์ข้อสอบผิดและช้า


          ประการที่สอง  คือ เราไม่ได้อ่านสื่อคุณภาพ  และ  คลุกคลีกับเจ้าของภาษา  หนังสือคุณภาพเหมือนเป็นแบบฝึกหัดลับสมองเพิ่มพูนความถนัดด้านภาษา  หนังสือดีๆหายากครับ  แต่เราสามารถจะรู้ว่าหนังสือเล่มไหนดีหรือไม่ดีอย่างไรได้จากบทความแนะนำหนังสือ  หรือ  คำแนะนำจากกุรู  ครู  อาจารย์  และ  รายชื่อหนังสือที่ติดอันดับตีพิมพ์หรือขายดี


          ประการสุดท้าย  คือ เราไม่ขยัน  ไม่ฝึกฝนการอ่านมากๆ  เป็นเรื่องความตั้งใจพยายามของแต่ละคน  ใจใครก็ใจคนนั้น  ไม่มีใครบังคับใครได้  แต่ถ้าน้องพยายามจนสำเร็จ  น้องก็จะรู้ว่า  ความพยายามอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  เป็นคำพูดที่จริงเสมอ


ประโยชน์ของการอ่านนิยาย 


          การอ่านนิยายนอกจากช่วยให้เข้าใจภาษาเหมือนเป็นเจ้าของภาษาแล้ว
ยังฝึกให้คิดตามสิ่งที่ได้อ่าน  มีความละเอียดในการอ่าน  ไม่คิดเอง  ไม่เข้าใจเอาเองในทุกเหตุการณ์  เพราะนิยายเป็นเรื่องแต่ง  ผู้เขียนเพียงเล่าให้คิดตาม 


          วิธีพัฒนาความถนัดด้านภาษาโดยการอ่านนิยายนั้น  ไม่ใช่อ่านเอาสนุกเพียงรู้เรื่องราวในวันเดียวจบ  หรือ  อ่านผ่านตาเพียงทราบข่าวบันเทิงในหน้าซุบซิบดารา  แต่ตั้งใจอ่านเพื่อพัฒนาวิธีใช้ภาษา  เรียนรู้ความหมายของคำเหมือนเป็นเจ้าของภาษา  ฝึกวิเคราะห์ไวยากรณ์  วิธีสร้างประโยค  วิธีเล่นคำหักมุมความหมาย  วิธีพลิกแพลงความหมาย  วิธีเปรียบเปรย  และ  วิธีสื่อความถ่ายทอดความคิดในรูปแบบต่างๆ ฯลฯ   อ่านช้าๆหน้าละ 2 – 3 นาที  สะสมประสบการณ์เพียงวันละบทของหนังสือนั้น  อ่านมากๆ  เรียนรู้สม่ำเสมอ  ฝึกฝนอย่างเจ้าของภาษา (Native Speaker) เท่านี้ก็สามารถพัฒนาความถนัดด้านภาษา  และ  ทำข้อสอบ GMAT Verbal
ได้คะแนนสูง (เปอร์เซ็นต์ไทล์  99)  ซึ่งทุกอย่างนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวน้องเอง  อยู่ที่การฝึกฝนของตนเอง  และ เรียนรู้อย่างถูกวิธีครับ



ท้ายสุดนี้ ขอฝากตัวอย่างให้ลองอ่านดูนะครับ 


          “สารโทลูอีนที่พบในโรงงานเป็นสารก่อมะเร็งหรือเปล่า......เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก.....สารโทลูอีนเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองเท่านั้น  ยังไม่เคยพบว่ามันก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์” 


          จากข้อความที่นำมานี้ น้องๆอ่านแล้ว สามารถเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูดหรือเปล่า 



ที่มา
: ข่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2555 


ป.ล.
* : ข้อมูลเพิ่มเติม เรื่อง ความถนัดด้านภาษา จากหนังสือ  ฝึกสมองให้คิด พิชิตความสำเร็จ โดย  Joel Levy  สำนักพิมพ์  Se-Ed


สะสมประสบการณ์ การอ่านตั้งแต่วันนี้ 
เพื่อเป็นผู้มีศิลปะ  ในการใช้ภาษาอย่างเป็นเลิศ


ผู้เขียน : SmartMathsTutor (กิ๊ก)
(
Update 01/06/2555)
(Last Update 12/ส.ค./2557)


สี่แผ่นดิน นิยาย

นิทานเวตาล นิยาย

ทวิภพ นิยาย



ไม่ระบุชื่อ7/6/55 22:30
สวัสดีค่ะ พี่กิ๊ก ^^ นี่น้องจี๋นะเออ รู้สึกยินดีมากเลย ที่พี่กิ๊กให้มาเม้นงานเขียนของพี่^^



ยอมรับเลยว่าตอนแรกเปิดมาไม่คุ้นหัวข้อเลยค่ะ เรื่อง GMAT Verbal แต่พออ่านเนื้อหาแล้ว ร้อง อ๋อ ขึ้นมาเลย ^^ นับว่าเรื่องนี้มีประโยชน์มากเลยค่ะพี่กิ๊ก เพราะตอนนี้น้องจี๋เองเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เรื่องการอ่านเพื่อจับใจความ ประเด็นหลักๆ ถูกนำมาขึ้นเป็นหัวข้อใหญ่ในการสอนของวิชาภาษาไทยเลยล่ะคะ เนื้อหาที่พี่เขียนนับว่ามีการเรียนเนื้อหาที่สมบูรณ์ดีแล้วมากๆเลยค่ะ



เห็นด้วยกับพี่กิ๊กมากๆเลยว่า เรื่องการอ่านนิยายมากๆ ช่วยให้จับประเด็นได้ นี่เรื่องจริงเลย เพราะบางทีการที่เราจะเข้าใจเรื่องราว เราก็ต้องเข้าใจศิลปะของผู้เขียนด้วย บางที เกริ่นประโยคมาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่พออ่านทั้งหมดเราจะพบเลยว่า สรุปประเด็น แทบจะเป็นคนละเรื่องกับประโยคที่เกริ่นเลย



ขอพูดถึงสำนวนการเขียนอธิบายของพี่กิ๊กนะคะ สำนวนการอธิบายของพี่กิ๊ก ใช้ภาษาที่อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่าย ไม่วกวน ตรงไปตรงมาดีค่ะ มีการแบ่งแยกประเด็น ทำให้ไม่สับสนกับหัวข้อ แล้วบทความนี้ยังมีประโยชน์เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการทำงานตอนนี้ได้จริงๆ ชอบตรงที่พี่กิ๊กเน้น ใจความสำคัญมากๆค่ะที่บอกว่า


ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า “GMAT Verbal” ต้องเข้าใจความหมายอย่างที่เจ้าของภาษา (native speaker) เข้าใจ โดยไม่แปลตามตัวอักษร และ ไม่คิดเดาความเอาเองว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น น่าจะหมายความว่าอย่างนี้



อันนี้เป็นเรื่องจริงมากๆค่ะ เพราะบางทีเราอ่านบทความบางบทความ เรามักจะตีความไปเองแล้วทั้งๆที่อาจจะยังอ่านไม่จบ ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ตรงนี้เป็นปัจจัยหลักที่ต้องระลึกเสมอเลยในเวลาอ่านงานเขียนแต่ละครั้ง


น้องจี๋คงไม่มีอะไรจะเม้นแล้ว เพราะพี่กิ๊ก ใช้ภาษา สำนวนได้สละสลวย เข้าใจดี เนื้อบทความยังมีประโยชน์อีก ข้อให้พี่กิ๊กประสบความสำเร็จในงานเขียน ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มให้ได้นะคะ ^^





ขอบคุณน้องจี๋ นักเขียนนิยายชื่อดังบนเว็บเด็กดี จากใจครับ

จากการที่พี่ได้คุยกับน้อง
พี่ประหลาดใจมาก ที่น้องจี๋อายุแค่ ม.6 แต่สามารถแต่งนิยาย วิเคราะห์บทความ ข่าว และ คำโฆษณาได้อย่างมืออาชีพ
น้องจี๋อ่านแล้วรู้ว่า ผู้เขียนคนนั้น....ต้องการสื่ออะไร เขาเก่ง หรือ มีความสามารถในศาสตร์นั้นๆแค่ไหน จากการที่ได้อ่าน หรือ ฟัง บทความที่ผู้นั้นนำเสนอ

พี่ไม่สงสัยหรอกครับ สำหรับความพยายามของตัวน้องจี๋เอง ที่อยากเป็นเป็นนักเขียนและขยันอ่านตั้งแต่เด็ก ==> พี่เป็นกำลังใจให้น้องจี๋ จนได้รับรางวัลซีไรท์นะครับ
:)))))

ท้ายสุดนี้
- พี่ขอขอบคุณน้องจี๋อีกครั้ง ที่เป็นเหมือนไฟจุดประกายให้พี่สนใจที่จะเป็นนักเขียนเช่นกันครับ

SmartMathstutor Kik ผู้แต่ง (ไม่สงวนลิขสิทธิ์)


Monday, January 25, 2500

ไม่มีคำว่าสาย สำหรับคนที่อยากเก่ง



1.0.2

ไม่มีคำว่าสาย สำหรับคนที่อยากเก่ง
ไม่มีความล้มเหลว สำหรับผู้บากบั่นพยายาม
ไม่มีความสำเร็จ สำหรับผู้ล้มเลิก

          พี่อยากจะเล่าประวัติของเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งพัฒนาตัวเองจากเดิมที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานเลย   จนกระทั่งมีความรู้ภาษาอังกฤษเรียนจบปริญญาเอกและงานวิจัยหลังปริญญาเอก (Post Dr.) ด้านวิทยาศาสตร์จากจุฬาฯ   ปัจจุบันทำงานด้าน R & D ประจำโรงงานยาแห่งหนึ่ง และเป็นนักแปลสิทธิบัตรกฎหมาย* (Patent Translator) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรการแปลระหว่างประเทศขึ้นตรงกับบริษัทกฎหมายอันดับหนึ่งของเอเชีย และยังเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้กับพนักงานในบริษัทต่างๆอีกด้วย



          เดิมทีเขาเรียนจบ ม. 6 จากโรงเรียนรัฐบาลซึ่งไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก (noname) และสอบเข้าเรียนในคณะศึกษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งได้     ในปี 1 เทอมต้นนั้น  เขาได้เรียนภาษาอังกฤษระดับ 1 (Level 1) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของมหาวิทยาลัย  แต่โชคร้ายที่พื้นความรู้ภาษาอังกฤษของเขาอ่อนมาก คือไม่รู้เลยว่า...แม้กระทั่งคำง่ายๆอย่าง Swim เป็น Noun หรือVerb ไม่รู้แม้กระทั่ง... Verb, Adj , Adv ฯลฯ และ Tense ต่างๆ มีความหมายว่าอย่างไร วางอยู่ตำแหน่งไหนของประโยค ใช้อย่างไร ฯลฯ ทำให้เขาเรียนตามชั้นเรียนไม่ทัน   ผลคะแนนสอบกลางภาคที่ออกมาก็ต่ำกว่าเกณฑ์และจำเป็นต้องถอนวิชาเรียนออก (withdraw)    วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ถ่วงเกรดเฉลี่ยตลอดการเรียนปริญญาตรีในคณะศึกษาศาสตร์นั้น   เขาเรียนจบใน 4 ปีครึ่ง พร้อมด้วยเกรด D (1.00) ในวิชาภาษาอังกฤษทุกวิชา   และแม้ว่าเขาจะเรียนจบ  เขาก็รู้ตัวเองว่า พื้นความรู้ภาษาอังกฤษของเขายังเหมือนเดิม  ไม่ต่างจากตอนที่จบมัธยมและเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยใหม่ๆ     เรียกได้ว่า ก่อนเรียนปริญญาตรีเขารู้เท่าใด จบปริญญาตรีแล้วเขาก็รู้เท่าเดิม ไม่ได้มีการพัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษขึ้นเลย



          แต่อาจเป็นเพราะโชคดีของเขาอย่างหนึ่งที่เขาตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาโทในคณะวิทยาศาสตร์ทันทีที่มหาวิทยาลัยเดิม   เนื่องจากงานด้านศึกษาศาสตร์ซึ่งเขาเรียนจบมานั้นหางานทำลำบาก   หลักสูตรที่เรียนนั้นบังคับให้ลงเรียนวิชา Academic English of Graduate student   (ภาษาอังกฤษวิชาการสำหรับมหาบัณฑิต)  ซึ่งทำให้เขาได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้าน TEFL (Teaching English as a foreign language) จาก Pacific University (USA) และสอนหลักภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเชิงลึก ทั้งด้านการออกเสียง ไวยากรณ์ การแปล ฯลฯ  การใช้พจนานุกรม (Dictionary)  ตลอดจนการหาความรู้เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษจากพจนานุกรมด้วยตนเอง   ทั้งยังแนะนำหนังสือดีเพื่อช่วยพัฒนาความรู้ทางภาษาอังกฤษอีกด้วย   การสอนของอาจารย์ท่านนี้ทำให้เขาเข้าใจ และมีกำลังใจในการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น   ทำให้เขาไม่ย่อท้อ ขยันใฝ่หาความรู้ หมั่นอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และหาเรียนเสริมทักษะการฟัง-พูดเพิ่มเติมที่สถาบันภาษาแห่งหนึ่งพร้อมกันไปด้วยตั้งแต่ระดับ 1 (Level 1) จนกระทั่งเรียนจบในระดับสูงสุดและลงเรียนวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษที่สนใจด้วย



          หลังจากเรียนจบปริญญาโท  ความรู้ภาษาอังกฤษของเขาดีขึ้นมากจนสามารถทำงานในบริษัทต่างชาติได้  หลังจากนั้นอีก 3 ปี เขาก็ลาออกเพื่อไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  โดยระหว่างที่เรียนปริญญาเอกนั้น เขาก็ไม่ทอดทิ้งภาษาอังกฤษ หาเวลาว่างลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่สถาบันภาษาของมหาวิทยาลัยและคณะอักษรศาสตร์   และทบทวนภาษาจนกระทั่งเรียนจบปริญญาเอก   หลังจบการศึกษา ........ก็ได้งานอิสระเป็นนักแปลสิทธิบัตรกฎหมายเสริมเพิ่ม



          น้องๆลองคิดดูนะครับ จากคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย ใช้เวลาเพียง 10 ปี ในการสะสมความรู้พัฒนาตนเองจนสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Expert) คนหนึ่งได้   ผลลัพธ์ของการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องนั้น ย่อมคุ้มค่ากับเวลาและเงินที่ลงทุนไปเสมอ  พี่จึงอยากจะสอนน้องว่า ไม่มีคำว่าสาย สำหรับคนที่อยากเก่ง  ถ้าเราเห็นจุดอ่อนของตัวเองและพร้อมที่จะแก้ไขในวันนี้ .....


ป.ล.
* : อาชีพนักแปลสิทธิบัตรกฎหมาย (PATENT) เป็นวิชาชีพเฉพาะเช่นเดียวกับแพทย์ ทันตแพทย์ ผู้พิพากษา ทนายความ อัยการ ผู้ตรวจสอบบัญชี (CPA) และนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ฯลฯ มีอัตราค่าจ้างคิดเป็นตัวอักษร   นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประกาศนียบัตรวิชาชีพนี้ประกอบอาชีพได้ตลอดชีวิต  น้องๆจำไว้นะครับว่า เก่งภาษา เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น


ป.ล.
หนังสือภาษาอังกฤษแนะนำ
     1. Cambridge Essential Grammar in Use By Raymond Murphy
     2. Cambridge English Grammar in Use By Raymond Murphy
     3. Cambridge Advanced Grammar in Use By Martin Hewings
     4. Oxford Learner’s Grammar มี 2 เล่มกับ 1 CD-ROM (Finder, Builder & Checker) By John Eastwood
     5.
Oxford Practical English Usage by Michael Swan


ผู้เขียน SmartMathsTutor - กิ๊ก (เพื่อนักเรียนมัธยม, 
Update 30/ก.ค./55)
------------------------------------------------------------------------------------------------

Comment เดิม

SmartMathstutor Kik ผู้แต่ง (ไม่สงวนลิขสิทธิ์)

Wednesday, January 20, 2500

วิธีใช้ปากกาเน้นข้อความอย่างมีศิลปะ สีช่วยเพิ่มการจดจำของเราได้


1.0.3

วิธีใช้ปากกาเน้นข้อความอย่างมีศิลปะ

บ่อยครั้งที่พี่เห็นน้องๆใช้ปากกาเน้นข้อความหลากสีจนดูเหมือนสายรุ้ง หรือไม่ก็ใช้เพียงสีม่วงสีเดียวขีดเน้นข้อความทุกบรรทัดในหนังสือ จนพี่เห็นว่าเลอะเทอะ และถ้ากลับมาอ่านคงปวดตามากกว่า ดังนั้นพี่จึงอยากให้คำแนะนำในการใช้ปากกาเน้นข้อความอย่างมีศิลปะดังต่อไปนี้ครับ

น้องๆทราบไหมครับว่า สีช่วยเพิ่มการจดจำของเราได้  ถ้าเราใช้สีในระดับที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อย คือ 4 – 6 สี และสำหรับปากกาเน้นข้อความนั้น ควรใช้เพียง 4 สีเท่านั้นครับ คือ สีแดง, สีส้ม, สีเหลืองและสีเขียว เพียง 4 สีก็พอที่จะไม่ทำให้เราสับสน (จำนวนสียิ่งเยอะ ยิ่งวุ่นวาย จำไม่ได้ด้วยว่าขีดเพื่ออะไร)

วิธีใช้
1. สีแดง - สีส้ม --- สีแดงเป็นสีที่เด่นสะดุดตา ควรใช้สำหรับขีดเน้นข้อความประเภทหัวข้อ, ชื่อคน, ชื่อทฤษฎี, ศัพท์เฉพาะ, ศัพท์ควรรู้ หรือ คำหลัก คำค้นต่างๆ เพราะว่าเมื่อเรากลับมาเปิดหนังสืออ่านทบทวน หรือ ค้นหาความหมาย เราก็มองหาเฉพาะข้อความสีแดงที่เราขีดเอาไว้    ส่วนคำอธิบายความหมายเราควรใช้สีส้ม    แถมให้อีกนิดหนึ่ง คือ ควรใช้ปากกาเน้นข้อความสีแดงขีดเส้นใต้คำคมกินใจที่เราประทับใจ

2. สีเหลือง - สีเขียว --- ควรใช้สำหรับขีดส่วนที่เป็นข้อความสรุป เนื้อหาสำคัญ ข้อความที่เราควรกลับมาอ่านซ้ำ และหากข้อความนั้นมีหลายบรรทัด  ควรขีดสลับสีสลับประโยคสลับใจความ  เพื่อให้อ่านได้ง่าย


ตัวอย่างเช่น

.........ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) คือ กระบวนการที่เกิดจากการแผ่รังสีอินฟราเรดโดยบรรยากาศแล้วทำให้พื้นผิวโลกร้อนขึ้น ชื่อดังกล่าวมาจากการอุปมาที่คลาดเคลื่อนว่าเป็นการเปรียบเทียบอากาศที่อุ่นกว่าภายในเรือนกระจกกับอากาศที่เย็นกว่าภายนอก (ความจริงในอวกาศไม่มีอากาศ) โจเซฟ ฟูริเออร์เป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์เรือนกระจกเมื่อ พ.ศ. 2367 และสวานเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius) เป็นผู้ทดสอบหาปริมาณความร้อนเมื่อ พ.ศ. 2439……………….

เราควรเน้นข้อความคำว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก”, ชื่อนักวิทยาศาสตร์ “โจเซฟ ฟูริเออร์” และ “สวานเต อาร์เรเนียส” ด้วยสีแดง และเน้นความหมายของคำว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ด้วยสีส้ม

ที่มา : ความหมายปรากฏการณ์เรือนกระจก จาก http://th.wikipedia.org/
ที่มา : อ่านจากหนังสือ How-To การบริหารงานเล่มหนึ่ง
ผู้เขียน
: ติวเตอร์กิ๊ก 
(Update 19/ก.ค./54)
ป.ล. น้องๆอาจจะใช้เพียงปากกาธรรมดาในการขีดเส้นใต้เน้นข้อความก็ได้นะครับ







ปากกาลูกลื่น Ball pen
Faber-Castell รุ่น GRIP X7
***เขียนลื่น เส้นคม น้ำหมึกออกสม่ำเสมอ***
ที่สำคัญ ราคา 15 บาท (พ.ศ. 2561)



ปากกา Faber-Castell รุ่น Grip X7
ด้ามดังรูป...แบบนี้เท่านั้
ใช้ดี 15 บาท เขียนลื่นมาก ที่สำคัญ...หมึกไม่เยิ้ม
หมึกไม่หมดเร็ว...คุ้มกับราคา 15 บาท


SmartMathstutor Kik ผู้แต่ง (ไม่สงวนลิขสิทธิ์)